หนึ่งในนักลงทุนให้สัมภาษณ์กับทาง CNBC โดยระบุว่า ทองคำและกลุ่มผู้ผลิตเหมือนทองดูจะได้รับอานิสงส์ไม่ว่าใครจะ “ชนะ” การเลือกตั้งในสัปดาห์นี้
ประธานฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ของบริษัท Coast Capital มองว่า สหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะปรับตัวตามโครงการกระตุ้นทางการเงินไม่ว่าใครชนะก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และเราอาจเห็นการอัดฉีดเม็ดเงินนับล้านล้านเหรียญหรือมากกว่านั้น ที่จะเป็นปัจจัยบวกอย่างมากต่อราคาทองคำ
ทั้งนี้ “นโยบายทางการเงิน” และ “นโยบายกระตุ้นเศษฐกิจ” อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้การดำเนินการของผู้นำสหรัฐฯ แต่ความแตกต่างอาจจะเป็นเพียงแนวความคิดมากกว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้
มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ หรือนโยบายต่างๆของรัฐบาล เช่น ค่าใช้จ่ายในภาครัฐบาล หรือการปรับลดภาษี ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกระตุ้นกิจกรรทางเศรษฐกิจ และสิ่งนี้จะส่งผลให้เกิดยอดขาดดุลค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงทำให้นักลงทุนเพิ่มความมั่นใจและกลับมาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่า เช่น “ทองคำ” ดังนั้น ทองคำจึงมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ
ทองคำเคยปรับขึ้นไปได้สูงเหนือ 2,000 เหรียญช่วงเดือนส.ค. ก่อนทีจะมีแรงขายและย่อกลับลงมาบริเวณ 1,900 เหรียญ
อัพเดตผลคะแนนล่าสุด 10.00น. จาก The Guardian
Gold supply – อุปทานทอง
สภาทองคำโลก หรือ Word Gold Council เผยรายงานอุปสงค์และอุปทานทองคำทั่วโลกพบว่ามีการปรับตัวลดลงในไตรมาสที่ 3/2020 อันเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา
กลุ่มเหมืองทองคำเผชิญกับ “ค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น” ทำให้การคุณภาพในการค้นหาทองคำนั้นปรับตัวลดลงอย่างมากส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตในรอบกว่าสิบปี โดยกำลังการผลิตทองคำในเวลานี้ดูจะเกิดขึ้นเพียง 50% เท่านั้น
สำหรับการลงทุนทองคำในกองทุน ETFs พบว่ามีเม็ดเงินไหลออกเช่นกัน รวมไปถึงการสำรองทองคำที่ลดลง
อย่างไรก็ดี หุ้นทองคำรายใหญ่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นได้ตลอดในปีนี้ ได้แก่
- Barrick Gold ของแคนาดาที่ปรับขึ้นไปมากกว่า 46%
- Newmont ของสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นไปกว่า 48%
ที่มา: CNBC, The Guardian