· · ค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างทรงตัวหลังจากที่ปรับแข็งค่าขึ้นมาเมื่อคืนนี้ ท่ามกลางปริมาณซื้อขายที่เบาบาง หลังตลาดเริ่มผ่อนคลายความกังวลจากความขัดแย้งทางการค้า และยอดค้าปลีกของสหรัฐฯในช่วงวันหยุดที่ประกาศออกมาแข็งแกร่ง จึงช่วยหนุนตลาดหุ้นและพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น
โดยตลาดได้รับแรงหนุนจากข่าวที่ว่าสหรัฐฯจะส่งทีมตัวแทนเจรจาการค้าเดินทางไปยังประเทศจีนในช่วงสัปดาห์ของวันที่ 7 ม.ค. นี้
ขณะที่ยอดค้าปลีกของสหรัฐฯในช่วงวันหยุดขยายตัวได้ 5.1% จากยอดของปีก่อน สู่ระดับมากกว่า 8.50 แสนล้านเหรียญ ซึ่งเป็นยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 6 ปี
นักวิเคราะห์จาก Oanda ประเมินว่า บรรดานักลงทุนเริ่มหันกลับเข้ามาในตลาดสหรัฐฯ หลังจากที่มีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจด้วยปัจจัยหลายอย่าง จึงอาจช่วยหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์ พันธบัตร และตลาดหุ้นสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้บางส่วน แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าตลาดกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-on แล้วหรือไม่
ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ปรับลดลง 0.2% ในช่วงระหว่างวันนี้ หลังจากที่ปรับแข็งค่าขึ้นได้ 0.5% ในคืนที่ผ่านมา
สำหรับค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินเยนอ่อนค่าลง 0.3% เคลื่อนไหวแถวบริเวณ 111.00 เยน/ดอลลาร์ หลังจากที่ปรับแข็งค่าขึ้นได้ 1% เมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นการปรับแข็งค่าครั้งแรกในรอบ 8 วันทำการ
อีกหนึ่งข่าวที่ช่วยกู้ความเชื่อมั่นกลับเข้าสู่ตลาด คือการที่ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ได้ออกมายืนยันว่า นายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด จะยังดำรงอยู่ในตำแหน่งได้อย่างปลอดภัย 100%
ค่าเงินยูโรปรับแข็งค่าขึ้น 0.25% ที่บริเวณ 1.1375 ดอลลาร์/ยูโร แต่ในภาพรวมรายปี ค่าเงินมีแนวโน้มจะปิดตลาดอ่อนค่าลง 5% ท่ามกลางแรงกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนค่า ความตึงเครียดทางการเมืองในฝรั่งเศสและอิตาลี รวมถึงสัญญาณการผ่อนคลายทางนโยบายการเงินจากอีซีบี จึงทำให้นักลงทุนหันเข้าค่าเงินดอลลาร์มากกว่าค่าเงินยูโร
ขณะที่ค่าเงินปอนด์ค่อนข้างทรงตัวบริเวณ 1.2659 ดอลลาร์/ปอนด์ หลังจากที่อ่อนค่าลงมา 0.4% ในช่วงตลาดก่อนหน้า โดยตลาดยังมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็น Brexit ที่ยังไร้ความชัดเจน
· บรรดานักลงทุนและธุรกิจต่างๆกำลังเตรียมตัวรับมือกับปัจจัยเสี่ยงในปี 2019 เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่อาจขยายตัว
แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ตลาดมีการพูดถึงเพียงแค่บางส่วน หรืออาจมองข้ามไปเลยนั้น คือโอกาสที่พรรคเดโมแครตจะพยายามผลักดันให้เกิดการฟ้องร้องนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังจากเดโมแครตเข้าครองเสียงข้างมากในสภาล่างภายในปี 2019
· รายงานจาก Wall Street Journal ระบุว่า หน่วยงานด้านการวิเคราะห์สถิติทางเศรษฐกิจ แห่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะไม่มีการรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจในระหว่างที่รัฐบาลสหรัฐฯยังอยู่ในภาวะShutdown
โดยรายงานจากกระทรวงฯ ระบุว่า เนื่องจากสภาไม่สามารถหาข้อตกลงด้านงบประมาณในปี 2019 ได้ หน่วยงานบางส่วนของกระทรวงพาณิชย์จึงถูกปิดตัวลงชั่วคราว จนกว่าจะมีประกาศใหม่ออกมา
ทั้งนี้ ทางกระทรวงฯได้ประกาศเลื่อนการรายงานยอดขายบ้านใหม่ออกไป จากเดิมที่มีกำหนดจะรายงานในคืนวันพฤหัสบดีนี้ ขณะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆที่อาจถูกเลื่อนออกไป ได้แก่ ยอดอนุมัติการก่อสร้างบ้าน ซึ่งเดิมทีถูกกำหนดไว้ในคืนวันพฤหัสบดีนี้เช่นกัน รวมถึงยอดดุลการค้า ที่เดิมทีถูกกำหนดไว้ในวันศุกร์นี้
· นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงยืนยันที่จะปล่อยรัฐบาลอยู่ในภาวะ Shutdown ต่อไป จนกว่าเขาจะได้รับงบประมาณสำหรับการก่อสร้างกำแพงเป็นจำนวนเงิน 5 พันล้านเหรียญ ตามที่ได้เรียกร้องเอาไว้ ในขณะที่ภาวะ Shutdown ได้เข้าสู่วันที่ 5 โดยที่ยังคงไร้วี่แววว่าจะจบสิ้นลงเมื่อไหร่
· ผลประกอบการของบริษัทภาคอุตสาหกกรมในประเทศจีน ปรับลดลงในเดือน พ.ย. เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ท่ามกลางปริมาณอุปสงค์ทั้งในและนอกประเทศที่ชะลอตัวลง และยิ่งตอกย้ำถึงแนวโน้มที่เศรษฐกิจจีนจะชลอตัวลงในปี 2019
โดยผลกำไรของภาคุตสาหกรรมลดลงสู่ระดับ 1.8% ในเดือน พ.ย. คิดเป็นมูลค่า 5.948 แสนล้านหยวน (8.633 หมื่นล้านเหรียญ) ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปี 2015 และการปรับลดลงของผลประกอบการ ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการชะลอตัวของยอดขาย และอัตราเงินเฟ้อของภาคผู้ผลิตที่ขยายตัว
· นักวิเคราะห์จาก FX Street กล่าวสรุปคาดการณ์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯในปี 2019 ไว้ดังนี้
เศรษฐกิจสหรัฐฯในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 น่าจะยังมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งอยู่ โดยเฉพาะในภาคตลาดแรงงานและผู้บริโภค ซึ่งจะได้รับแรงหนุนเดิมจากในปี 2018 ส่งผลให้ขยายตัวได้จนถึงเดือน มิ.ย. ของปี 2019 แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 ผลกระทบที่มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากพิจารณาจากโอกาสที่เศรษฐกิจจีนและอียูจะชะลอตัวในปี 2019 ด้วยแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกน่าจะมีความรุนแรงมากทีเดียว
· รายงานจาก Reuters ระบุว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังหาหนทางที่จะกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการในสหรัฐฯสามารถซื้อขายอุปกรณ์โทรคมนาคมร่วมกับ Huawei และ ZTE ของประเทศจีนได้
โดยคำสั่งประธานาธิบดีที่จะประกาศออกมา น่าจะเป็นการห้ามบริษัทสหรัฐฯซื้อขายอุปกรณ์โทรคมนาคมจากผู้ผลิตต่างชาติ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
· ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังจากที่เพิ่มขึ้นไปกว่า 8% ในช่วงก่อนหน้า ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาดและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่กดดันตลาด แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นจะช่วยหนุนราคาก็ตาม
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลง 0.4% ที่ระดับ 54.25 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 0.56% ที่ระดับ 45.96 เหรียญ/บาร์เรล