· ดัชนีอนุพันธ์ของหุ้นสหรัฐฯปิดปรับตัวลงท่ามกลางกลุ่มนักลงทุนที่ให้ความสนใจไปยังความคืบหน้าทางการค้าของสหรัฐฯและจีน โดยดัชนี E-mini Dow Jones Futures ปิดปรับตัวลง 48 จุด หลังจากที่ช่วงต้นตลาดเปิดปรับตัวลง 2 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง
นักลงทุนในตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯคืนนี้เวลา 20.15น. ได้แก่ ADP Non-Farm Payrolls รวมทั้งเลขข้อมูลการค้าเวลา 20.30น.
· ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลงท่ามกลางนักลงทุนที่รอคอยความชัดเจนทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน โดยดัชนี Stoxx 600 ที่เปิดทรงตัวจากแรงเทขายทำกำไร
· ตลาดหุ้นจีนรีบาวน์กลับอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางตลาดที่คาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนที่ได้เปิดเผยเมื่อวานนี้ โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้ ปรับตัวขึ้น 1.57% ที่ระดับ 3,102.10 จุด ขณะที่ดัชนีเสิ่นเจิ้นปิด +1.09% ที่ระดับ 9,700.49 จุด ทางด้านดัชนีเสิ่นเจิ้นคอมโพสิตปิด +1.49% ที่ระดับ 1,660.41 จุด ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปิดแดนบวก +0.17%
ดัชนีนิกเกอิเปิด -0.6% ที่ระดับ 21,596.81 จุด ขณะที่ Topix ปิด -0.25% ที่ระดับ 1,615.25 จุด ขณะที่ดัชนี Kospi ปิด -0.17% ที่ 2,175.6 จุด
· หัวหน้าฝ่ายการลงทุนประจำ Asia Pacific ของ Credit Suisse ระบุว่า ตลาดหุ้นจีนปรับขึ้นมาเกือบ 10% จากตลาดที่กลับมาตอบรับมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับการประกาศนโยบายของจีน โดยเป็นการตอบรับกับการที่ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนที่ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อสภาคองเกรสของจีน แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะมีความเสี่ยงที่ถูกคุกคามจากปัจจัยต่างๆ และทำให้กรอบการขยายตัวปีนี้ปรับลงมาระหว่าง 6-6.5% ซึ่งจีนจะมีการใช้มาตรการเศรษฐกิจมาเกื้อหนุน ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับลดภาษีและค่าธรรมเนียมเป็นมูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านหยวน (2.89.28 แสนล้านเหรียญ) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะประกอบไปด้วยการเพิ่มมูลค่าภาษีสำหรับภาคการผลิต, ภาคการขนส่ง และการก่อสร้าง และการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นจีนตอบรับในเชิงบวก
· นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยว่า ในเบื้องต้น สศค.จะเสนอให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาอนุมัติเลื่อนการบังคับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ (IFRS9) ที่จะใช้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ออกไปอีก 5 ปี หรือมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2568 เป็นไปต้นไป จากเดิมที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2563 เนื่องจากเห็นว่า ปัจจุบัน สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบางแห่งยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ และจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวก่อน ทั้งเรื่องการตั้งสำรองให้อยู่ตามเกณฑ์ใหม่ เป็นต้น