· อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกอ่
อนตัวลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวั
ติการณ์ ขณะที่หุ้นร่วงลง เนื่องจากความกังวลว่าเศรษฐกิ
จจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจากประเด็
นสงครามทางการค้าระหว่างสหรั
ฐฯและจีน รวมทั้งการเจรจาประเด็น Brexit แบบNo-Deal ส่งผลให้นักลงทุนกลับเข้าหาสิ
นทรัพย์ปลอดภัย
โดยดัชนี MSCI ที่ไม่รวมหุ้นญี่ปุ่นลดลง 0.15% ด้านหุ้นสิงคโปร์แตะระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน
นักกลยุทธ์ประจำ Invesco Asset Management in Tokyo ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่ลดลงสะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าการเติบโตทั่วโลกในระยะยาวกำลังชะลอตัวลงจากความตึงเครียดในสหรัฐฯและจีนที่มีต่อความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่ตามมา
· ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกั
บสงสครามทางการค้าระหว่างสหรั
ฐฯและจีน รวมทั้งความเสี่ยงทางการเมืองที่
อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่
วโลก
โดยดัชนี Nikkei ลดลง 0.09% ที่ะรดับ 20,460.93 จุด ในช่วงก่อนหน้าเพิ่มขึ้นประมาณ 0.15%
อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของดัชนี Nikkei ยังถูกกดดันจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนและประเด็นการเจรจา Brexit ที่บ่งชี้ถึงความปั่นป่วนครั้งใหม่ในตลาดการเงิน
นักวิเคราะห์ประจำ Mizuho Securities ระบุว่า
ตลาดไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้มาก เนื่องจากกำลังรอคอยวันที่ 1 ก.ย. เพื่อดูว่าสหรัฐฯจะปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจริงหรือไม่
· ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง นำโดยหุ้นภาคธนาคารและนักพัฒนา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกั
บภาวะถดถอยทั่
วโลกจากสงครามการค้าระหว่างสหรั
ฐฯกับจีนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้
นและความเป็นไปได้ที่ Brexit จะออกแบบ No-deal
โดยดัชนี Shanghai Composite ลดลง 0.1% ที่ระดับ 2,890.92 จุด
· ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลงเล็กน้
อย เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกั
บการที่เศรษฐกิจเข้าสู่
ภาวะถดถอย และผลกระทบจากการทำข้อตกลง Brexit แบบ No-Deal ส่งผลให้เหล่านักลงทุนออกจากสิ
นทรัพย์เสี่ยง
โดยดัชนี Stoxx600 เคลื่อนไหวทรงตัว ด้านหุ้นยานยนต์ลดลง 0.4% ขณะที่หุ้นวัสดุก่อสร้างและเพิ่มขึ้น 0.3%
อ้างอิงจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์
- นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ได้อนุญาตให้คนต่างชาติ 13 รายประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยจำนวนธุรกิจที่ได้รับอนุญาตลดลงจากเดือนก่อน 12 ราย คิดเป็น 48% โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจากประเทศญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และเกาหลีใต้ ซึ่งมีการนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 5,212 ล้านบาท และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทย 282 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน
ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 1,721 ล้านบาท คิดเป็น 49% เนื่องจากมีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง คือ บริการออกแบบทางวิศวกรรม และบริหารจัดการโครงการปลดประจำการเรือผลิตและเก็บปิโตรเลียม บริการออกแบบ จัดหา ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชนิดโพลีโพรพิลีน เป็นต้น
- ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับคาดการณ์ค่าเงินบาทจากเดิมคาดว่าสิ้นปีจะอยู่ที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ มาเป็น 30.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นระดับแข็งค่าสุดในปีนี้ เนื่องจากเห็นสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจได้รับแรงกดดันจากนักลงทุนในตลาดและนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐให้ปรับลดลงอีก 2 ครั้งในปีนี้ ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก แต่ต้องติดตามประธานาธิบดีทรัมป์ว่าจะมีท่าทีอย่างไรกับเรื่องสงครามการค้า ซึ่งอาจทำให้เงินบาทหลุด 30.50 บาทต่อดอลลาร์ได้
- รมว.คลัง เปิดเผยในงานปาฐกถาพิเศษ ไทยแลนด์ โฟกัส 2019 หัวข้อเปิดโอกาส สู่ก้าวใหม่การเติบโต ว่า ได้ใช้เวทีนี้สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนสถาบันทั่วโลก เพื่อให้เกิดการรับรู้ถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ แม้จะเป็นรัฐบาลผสมแต่ก็สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ตามยุทธศาสตร์แห่งชาติได้ รวมทั้งได้อธิบายให้เห็นถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สะท้อนจากจีดีพีไทยที่ขยายตัวมาต่อเนื่องจากไม่ถึง 1% เป็น 4% เมื่อปีที่แล้ว และในปีนี้ก็ยังเติบโต 2.3% และ 2.8% ในครึ่งปีแรกซึ่งชะลอตัวลงบ้างแต่ไม่มาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ติดลบ
- ตลาดหลักทรัพย์ฯได้จัดงาน Em bracing Opportunities-The Next Chapterโดยงานประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกร่วมงาน 127 รายมูลค่าสินทรัพย์รวม(AUM) สูงถึง 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และผู้ลงทุนสถาบันภายในประเทศ 203 ราย สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทุนไทยมีความโดดเด่นด้วยปัจจัยพื้นฐานของประเทศและบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้อหนุนให้ผู้ลงทุนเชื่อมั่นและสนใจลงทุนในประเทศไทยต่อเนื่อง
- นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งการให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องวิเคราะห์ข้อมูลความยากจนรายจังหวัดเพื่อนำมาใช้พิจารณาออกแบบนโยบายแก้ปัญหาความยากจนให้ได้ตรงจุดแบบถูกฝาถูกตัว
โดยแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนนั้นแบ่งออกเป็น 4 มิติ คือ การเข้าถึงความจำเป็นขั้นพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตและทักษะอาชีพ การหางานให้ทำ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการออกแบบให้ถูกฝา ถูกตัว และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้มีรายได้น้อยเบื้องต้นสามารถจัดออกเป็น 4 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อออกแบบนโยบายให้สอดรับกัน ได้แก่ 1.กลุ่มจังหวัดเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และมีความพร้อมสูง จำนวน 29 จังหวัด เน้นการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ 2.กลุ่มจังหวัดเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง จำนวน 8 จังหวัด เน้นการพัฒนาอาชีพ และการหางานให้ทำ 3.กลุ่มจังหวัดที่ขาดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ หรือขาดความพร้อม จำนวน 7 จังหวัด เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ 4.กลุ่มจังหวัดเศรษฐกิจอ่อนแอและขาดความพร้อม รวม 32 จังหวัด แบ่งเป็น จังหวัดที่ติดกับดักความยากจน ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วนทั้ง 4 มิติ จำนวน 12 จังหวัด ส่วนอีก 20 จังหวัดที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ