Saxo Bank คาดทองคำมีโอกาสยืนเหนือ 2,000 เหรียญ ท่ามกลางตลาดโภคภัณฑ์ที่เป็นขาขึ้น
ตลาดในกลุ่มโลหะมีค่ามีความผันผวนตั้งแต่เริ่มปี 2021 โดยจะเห็นได้จากการที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงมาประมาณ 5% จากระดับสูงสุดที่ทำไว้ในช่วงต้นเดือน
ทั้งนี้ ทองคำพยายามขึ้นต่อและมีการทดสอบแนวต้านบริเวณ เส้นค่าเฉลี่ย MA ราย 200วัน ซึ่งทาง Saxo Bank มองว่าราคาในอดีตถึงปัจจุบันมีการเคลื่อนไหวสะสมพลัง โดยราคาทองคำและซิลเวอร์จะปรับขึ้นต่อ และทิศทางตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มเป็นขาขึ้น ครั้งที่ 7 ในรอบ 225 ปี
หัวหน้าฝ่ายการลงทุนจาก Saxo Bank ระบุว่า ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เป็นขาขึ้นจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น ที่จะทำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในทองคำอย่างรวดเร็วมากขึ้นในปี 2021 รวมทั้งในระยะยาว ขณะที่ปัจจัยขับเคลื่อนราคาทองคำในเวลานี้ คือ "การรับมือกับการระบาดของไวรัสโคโรนา" ที่เป็นตัวเร่งให้แนวโน้มความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ปี 1980 รวมทั้งในรอบกว่า 3 ทศวรรษของยุคโลกาภิวัฒน์ ที่ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตามความเป็นจริงในการดำเนินนโยบายที่เดิมมุ่งเน้นในเรื่องการสร้างเสถียรภาพทางการเงิน มาสู่ "ความต้องการด้านเสถียรภาพทางสังคม" เหนือสิ่งอื่นใด
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ Saxo Bank กล่าวในรายงานช่วงไตรมาสแรก ที่คาดว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นต่อ โดยได้รับอานิิสงส์จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ควบคู่กับการอ่อนค่าของดอลลาร์ จึงคาดว่าราคาเฉลี่ยทองคำในปีนี้จะอยู่ที่ 2,200 เหรียญ ขณะที่ราคาซิลเวอร์มีโอกาสปรับขึ้นแตะ 35 เหรียญ
แม้ว่าในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำอาจไม่สดใส แต่ทาง Saxo Bank ก็ยังมองว่าการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทน เป็นผลเบื้องต้นที่มาสนับสนุนราคาทองคำ อันเนื่องจาก คาดการณ์เงินเฟ้อ ที่มาจากมุมมองเรื่องอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่เคลื่อนไหวในแดนลบ และเป็นปัจจัยบวกหลักต่อราคาทองคำ ประกอบกับการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของเฟด และการอ่อนค่าครั้งใหม่ของดอลลาร์ จึงเป็นส่วนหนึ่งมีทำให้ทองคำยังมีโอกาสปรับขึ้นทดสอบแนวต้าน
หัวหน้านักกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศประจำธนาคาร ไม่ได้มองประเด็นไปที่ ค่าเงินดอลลาร์หรืออัตราผลตอบแทน แต่ทั้งหมดก็จะสร้างความผันผวนให้แก่ราคาได้ ขณะที่ระดับหนี้สินของรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้นจะเป็นผลเสียต่อค่าเงินดอลลาร์
ภาพรวมการลงทุนในทองคำและ Bitcoin เพิ่มสูงขึ้นจากการใช้นโยบายทางการเงินที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในหน่วย USD ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ ผลตอบแทนพันธบัตร และตราสารหนี้ ที่จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดวิกฤตในค่าเงินดอลลาร์ได้
ในท้ายที่สุดนี้ ไม่คิดว่าดอลลาร์จะตอบรับกับการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมากนัก แต่ทุกวัฎจักรที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1980 ไม่ว่าระดับของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีจะอยู่บริเวณ 1.25% หรือ 1.50% ก็สร้างปัญหาแก่ตลาดการเงินได้
ที่มา: KITCO