ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯแกร่ง, อัตราผลตอบแทนขึ้น กดดันทองอ่อนตัวหลังทำสูงสุดรอบ 5 เดือน
· ราคาทองคำอ่อนตัวลงหลังจากที่ขึ้นไปทำระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 เดือน ในช่วงต้นตลาดวานนี้บริเวณ 1,916.4 เหรียญ โดยได้รับแรงกดดันจาก
1) ข้อมูลการผลิตสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้น
2) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทำสูงสุดรอบ 1 สัปดาห์ โดยปรับตัวขึ้นแตะ 1.616%
3) ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.35% มาที่ 89.822 จุด
4) ตลาดหุ้นทั่วโลกทำสูงสุดประวัติการณ์ หลังตลาดคลายกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
5) นักลงทุนบางส่วนเริ่มคิดว่าเฟดน่าจะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตรได้เร็วกว่าที่คาดการณ์
6) นักลงทุนมีการลดสถานะ “รอ” ข้อมูล “การจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ” (Non-Farm Payrolls) ในวันศุกร์นี้
· ทองคำตลาดโลกปิด -0.3% ที่ระดับ 1,902.05 เหรียญ
· สัญญาทองคำส่งมอบเดือนส.ค. ปิดเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยยังทรงตัวแถว 1,905 เหรียญ
· SPDR GOLD HOLDINGS:
กองทุน SPDR เข้าซื้อทองคำเพิ่ม 2.62 ตันในการเริ่มเปิดทำการแรกของเดือนมิ.ย. ส่งผลให้ภาพรวมมีการถือครองเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 1,045.83 ตัน
หลังจากที่เดือนพ.ค. มีการเข้าซื้อทั้งหมด 26.17 ตัน เป็นเดือนแรกในรอบ 8 เดือน
ภาพรวมปีนี้ SPDR มีสถานะขายทองสุทธิที่ 124.91 ตัน
· หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Blue Line Futures กล่าวว่า ทองคำมีการปรับอ่อนตัวลงหลังจากที่ตลาดหุ้นมีการเคลื่อนไหวแดนบวกและการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ตอบรับกับข้อมูลการผลิตในประเทศที่ออกมาดีขึ้น ขณะเดียวกันบรรดานักลงทุนคิดว่า เฟดอาจจะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตรได้เร็วกว่าที่คาดการณ์
· นักวิเคราะห์จาก TD Securities กล่าวว่า จากหลักฐานบ่งชี้ที่สะท้อนถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ควบคู่กับการปรับขึ้นของเงินเฟ้อ ก็ดูจะเป็นปัจจัยที่เข้ามาหนุนให้ทองคำมีความต้องการมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ดี หากข้อมูลเงินเฟ้อเป็นการขึ้นเพียงชั่วคราว เราก็อาจเห็นเฟดผ่อนคลายทางการเงินต่อไปได้นานขึ้น
แต่หากสภาวะบ่งชี้ถึงเงินเฟ้อที่ทำให้เฟดจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยและใช้นโยบายแบบ Hawkish ก็อาจกดดันต่อการปรับขึ้นของราคาทองคำได้
· ซิลเวอร์ปิด -0.3% ที่ระดับ 27.97 เหรียญ
· พลาเดียมปิด +1.1% ที่ระดับ 2,860.16 เหรียญ
· แพลทินัมปิด +0.8% ที่ระดับ 1,195.90 เหรียญ
· Coinbase Pro เปิดประตูรับ Dogecoin สู่กระดานซื้อขาย หลังปีนี้ปรับขึ้นได้กว่า 6,000% ล่าสุดซื้อขายที่ 32 เซนต์
· ข้อมูลการผลิตสหรัฐฯปรับขึ้น แต่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบด้านการผลิตยังเป็น “อุปสรรค” แม้อุปสงค์จะขยับขึ้นจากการกลับมาเปิดทำการทางเศรษฐกิจ หนุนคำสั่งซื้อเพิ่มเดือนพ.ค.
สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) เผยข้อมูลกิจกรรมการผลิตเดือนพ.ค. ขยายตัวได้สูงกว่าคาดและจากเดิม ล่าสุดแตะ 61.2 จุด จากเดือนเม.ย.ที่โตได้ 60.7 จุด (ข้อมูลการผลิตคิดเป็น 11.9% ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ)
อย่างไรก็ดี อุปสงค์สินค้าในกลุ่มภาคบริการจากวิกฤต Covid-19 มีการปรับตัวขึ้น ขณะที่การระบาดของไวรัสโคโรนาได้สร้างปัญหาในด้านแรงงานภาคการผลิตและบรรดาซัพพลายเออร์ของพวกเขา นำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบด้านการผลิตทั่วทุกภาคอุตสาหกรรม
ความท้าทายด้านอุปทานดูจะกลับมากระทบกับภาค “ก่อสร้าง” ที่มีค่าใช้จ่ายขยับขึ้น 0.2% ในเดือนเม.ย. หลังจากที่พุ่งขึ้นกว่า 1% ในเดือนมี.ค.
อย่างไรก็ดี ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นว่าดัชนีคำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้นแตะ 67 จุด จากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 64.3 จุด แต่สต็อกสินค้าภาคโรงงานยังขยายตัวได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่คลังสินค้าภาคธุรกิจยังคงว่างเปล่า
· ทำเนียบขาวเผย “ไบเดน” เป็นเจ้าภาพเชิญ ส.ว.รีพับลิกัน ร่วมหารือ “แผนโครงสร้างพื้นฐาน” ในวันพรุ่งนี้
นายโจ ไบเดน ประธานธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพในการเชิญตัวแทน สมาชิกวูมิสภาจากพรรครีพับลิกัน ร่วมหารือในประเด็นแผน “โครงสร้างพื้นฐาน” ในวันพรุ่งนี้ ท่ามกลางทั้งสองฝ่ายที่ยังมีความแตกต่างกันและยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องถนน, สะพาน และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบอร์ดแบรนด์
· “ลาเอล เบรนาร์ด” สมาชิกบอร์ดบริหารของเฟด ระบุว่า การเข้าซื้อตราสารหนี้ของเฟดเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการใช้อัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน นางเบรนาร์ด กล่าวย้ำถึง “ความคืบหน้า” ที่เพิ่มขึ้นต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ “ยังห่างไกล” จากเป้าหมายที่เฟดกำหนด
ทั้งจากเรื่องการจ้างงานเต็มที่ และเงินเฟ้อ 2% จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เฟดยังต้องคงแนวทางการผ่อนคลายทางการเงินต่อไปจนกว่าจะเห็นความคืบหน้าดังกล่าวเข้าสู่เป้าหมายได้
· เครื่องมือ FED FUND RATES ชี้ ยังไม่เห็นโอกาสที่เฟดจะดำเนินการใดๆ โดยยังไม่มีแนวโน้มจะเห็นเฟดเปลี่ยนนโยบายการเงิน เว้นแต่จะย้ำถึงเรื่องการคงดอกเบี้ยระดับต่ำ
ภาพรวมเครื่องมือดังกล่าวพบว่าผลประเมินโอกาสที่เฟดจะเปลี่ยนแปลงนโยบายลดลงมาที่ 0.04% จากก่อนหน้าที่ 0.05%
· อียู เผย ถึงความพร้อมในการเพิ่มเงินในกองทุนฟื้นฟู 7.5 แสนล้านยูโร (9.17 แสนล้านเหรียญ) จากความจำเป็นมากขึ้นในการสนับสนุนตลาดต่างๆและเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก 27 ประเทศ หลังเผชิญกับ Covid-19
· EU บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับความโปร่งใสด้านภาษีสำหรับบริษัทข้ามชาติ
รัฐบาลยุโรปและรัฐสภายุโรป บรรลุผลการเจรจาข้อตกลงวานนี้ ที่จะส่งผลต่อบริษัทข้ามขนาดใหญ่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านภาษีในอียู
ภายใต้กฎหมายใหม่ บรรดาบริษัทข้ามชาติที่มีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 750 ล้านยูโร (916 ล้านเหรียญ) ต่อปี ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 2 ปี จะต้องมีการแสดงข้อมูลผลประกอบการ, ภาษี และจำนวนพนักงานสัญชาติยุโรป และประเทศนอกสมาชิกทั้งหมด
· รายงานกลุ่มค้าปลีกสหรัฐฯ สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่กลับมาเปิดทำการได้อีกครั้ง
· บรรดากลุ่มกองทุนต่างๆในอังกฤษ เรียกร้องให้ G7 ให้การสนับสนุนแผนงานด้านภาษีและการจัดการด้านภูมิอากาศ
· CORONAVIRUS UPDATES:
ยอดติดเชื้อโควิดทั่วโลกปรับใกล้ทะลุ 172 ล้านราย ล่าสุดสะสมที่ 171.9 ล้านราย
ยอดเสียชีวิตสะสมทั่วโลกรวมที่ 3.57 ล้านราย
· 1 มิ.ย. ไทยพบผู้ติดเชื้อ Covid-19 รายใหม่เพิ่ม 2,230 ราย รวมสะสมแล้วจนถึงวันนี้ 154,307 ราย อีกทั้งยังมียอดผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเพิ่ม 38 ราย รวมสะสม 1,069 ราย
นอกจากนี้ ยังมีรายงานถึงกลุ่มคนไข้อาการหนักที่มีอาการปอดอักเสบที่น่าวิตกอีกนับพันรายจากทั่วประเทศ
· WHO อนุมัติวัคซีน Covid-19 ของ Sinovac แล้ววานนี้ ปูทางไปสู่วัคซีนจีนตัวที่ 2 ที่สามารถใช้ในประเทศยากจน โดยมีผลป้องกันโรคตามอาการได้ 51%
และช่วยบรรเทาอาการสำหรับผู้ได้รับการฉีดวัคซีนที่มีอาการรุนแรงได้ 100% จากผลศึกษาประชากรในโรงพยาบาล ขณะที่ผลทดลองในหลายๆประเทศส่วนใหญ่พบประสิทธิภาพวัคซีน 51% - 84%
ประเทศอินโดนีเซีย เปิดเผยรายงานผลการศึกษาวัคซีนดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ค. จากพนักงานสาธารณสุข 120,000 ราย พบมีประสิทธิในการบรรเทาอาการได้ 94%
· CDC สหรัฐฯ เผยประชาชนในประเทศได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 296.4 ล้านโดส
· อังกฤษ เผยรายงาน ไม่พบ “ผู้เสียชีวิตใหม่” เพิ่มขึ้นจาก Covid-19 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มี.ค. ปี 2020
· อังกฤษพิจารณาแนวทางการเพิ่มการฉีดวัคซีน Covid-19 ของ AstraZeneca เพิ่มเพื่อสู้กับสายพันธุ์ใหม่ โดยเฉพาะให้วัคซีนตอบรับได้ดีขึ้นและสามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ที่พบในแอฟริกาใต้ให้ดีขึ้น
· อียูเพิ่มประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่รายการ “ความปลอดภัย” ด้านการเดินทาง แต่ถอนรายชื่อประเทศอังกฤษออกแล้วในเวลานี้
· เวียดนามพบการกลายพันธุ์ของไวรัส Covid-19 ที่ผสมกันระหว่างสายพันธุ์อินเดียและอังกฤษ
รัฐมนตรีสาธารณสุขเวียดนาม เผยว่า สายพันธุ์ที่ผสมผสานกันส่งผลให้มีการระบาดในอากาศได้อย่างรวดเร็ว และเรียกได้ว่าเป็น 2 สายพันธุ์ที่ WHO จัดอันดับสายพันธุ์ที่น่ากังวลระดับโลก 4 สายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิด SARS-CoV-2
รายงานจาก CNBC ระบุว่า หลังจากที่มีการผสมของสองสายพันธุ์ ก็ดูจะเห็นเวียดนามเกิดการระบาดรวดเร็วมากยิ่งขึ้นนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเม.ย. หรือสูงกว่าเท่าตัวที่ระดับประมาณ 6,856 ราย รวมทั้งพบยอดเสียชีวิตสูงถึง 47 ราย
· จีนมีรายงานพบผู้ป่วยไข้หวัดนก H10N3 รายแรกในประเทศ
· อิหร่าน ระบุว่า การเจรจานิวเคลียร์ยังไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากยังมีความแตกต่างกันในหลายประเด็นอยู่
· นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.05 - 31.25 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแข็งค่าตามภูมิภาค เนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่า ยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระทบ ระหว่างวันลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์
· อ้างอิงจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์
- ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ และมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 วงเงินรวม 140,380.19 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 โครงการ ครอบคลุมประชาชนประมาณ 51 ล้านคน โดยคาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 64 ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% แต่ไม่ได้เป็นการขยายตัวโดยบวกเพิ่มกับคาดการณ์เดิม ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ 2.3% เนื่องจากคาดการณ์เดิม มีการนำตัวเลขบางส่วนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ไปรวมอยู่ด้วย
- สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า หนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นเดือน เม.ย.64 มีจำนวน 8.59 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็น 54.91% ของ GDP
- ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือ สภาผู้ส่งออก ระบุมีความเป็นไปได้ที่จะผลักดันให้การส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเกิน 10% เนื่องจากประเทศคู่ค้ามีอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดี
- ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า SCB EIC ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (GDP) ในปี 64 เหลือขยายตัว 1.9% จากเดิมที่ประเมินว่าจะขยายตัวได้ 2% รับผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3 ในประเทศ ซึ่งคาดว่าใช้เวลาราว 4 เดือน (เม.ย.-ก.ค. 64) ในการควบคุมการระบาดส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะ face to face ลดลงมากจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 และประชาชนเริ่มมีการระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น ประกอบกับกำลังซื้อที่ค่อนข้างอ่อนแอ จากรายได้ของประชาชนที่ลดลง ทำให้การบริโภคในประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) เฉพาะกิจ จากผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทย ระหว่างวันที่ 1-24 พ.ค. 64 ระบุว่า ในเดือน พ.ค.64 ระดับการฟื้นตัวของธุรกิจในภาพรวมทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อน ซึ่งถูกกดดันจากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ และผลของการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกเดือน เม.ย.ที่ขยายวงกว้าง