· หุ้นเอเชียเคลื่อนไหสผสมผสาน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีีจีนในฮ่องกงร่วงลงหลังโดนระงับแอพ Didi
ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวผสมผสานกัน ขณะที่สัญญาณน้ำมันดิบ Brent ทรงตัวแถวบริเวณ 76 เหรียญ/บาร์เรล ก่อนหน้าการประชุมของกลุ่ม OPEC+
หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีจีนในฮ่องกงร่วงลงในการซื้อขายวันนี้ เนื่องจากความกังวลด้านกฎระเบียบปรากฏขึ้นอีกครั้ง
โดยความสูญเสียเกิดขึ้นหลังจากหน่วยงานกำกับดูแลของจีนอ้างว่า Didi ที่ได้รับการสนับสนุนจาก SoftBank ได้รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมายและสั่งให้ผู้ให้บริการแอพสโตร์หยุดให้บริการแอปของ Didi ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการเปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก
ในช่วงบ่ายทางฝั่งฮ่องกง
หุ้น Tencent -3.92%
หุ้น Alibaba -2.36%
หุ้น Meituan -5.46%
ดัชนี Hang Seng TECH ในฮ่องกง -2.23%
ขณะที่ดัชนี Hang Seng -0.45%
ทางด้านญี่ปุ่น หุ้นกลุ่ม SoftBank -5.04%
ดัชนี Nikkei -0.55%
ดัชนี Topix -0.26%
ดัชนี Kospi +0.38%
ดัชนี S&P/ASX 200 ออสเตรเลีย +0.1% หลังยอดค้าปลีกออสตรเลียในเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 0.4%
หุ้นจีนขยับสูงขึ้นเนื่องจากดัชนี Shanghai composite +0.16%
ทั้งนี้ ดัชนี MSCI ที่ไม่รวมตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย 0.1%
· ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลงเล็กน้อย เนื่องจากเหล่านักลงทุนให้ความสนใจไปยังราคาน้ำมัน ก่อนหน้าการประชุมของกลุ่ม OPEC+
ทั้งนี้ ดัชนี Stoxx600 ลดลง 0.2% ด้านหุ้นกลุ่มยานยนต์ลดลง 0.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มทรัพยากรเพิ่มขึ้น 0.9%
· Todd Horwits เตือน ตลาดหุ้นอาจเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าในปี 2008
นายท็อดด์ ฮอร์วิทส์ หัวหน้านักกลยุทธ์ฝ่ายการตลาดกล่าวเตือนว่า ตลาดหุ้นอาจเผชิญกับภาวะ Overvalued ครั้งใหญ่ จากการปรับฐานครั้ง “อันตราย” ที่อาจเป็นการปรับฐานครั้งใหญ่ หรือใหญ่กว่าในปี 2008 – 2009
และการปรับฐานครั้งนี้ มีแนวโน้มจะ “เกิดขึ้น” ก่อนที่เฟดจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย
ดังนั้น แนวทางการป้องกันการลงทุนสำหรับนักลงทุนคือ ไม่ขายทุกอย่างหมดพอร์ต หรือทำ Short ทุกทาง แต่ให้เลือกปรับพอร์ตการลงทุนด้วยการ Hedging สถานะในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
· อ้างอิงจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์
- ตลาดหุ้นไทยปิดเช้าบวก 0.02 จุดแกว่งตัวแคบตามภูมิภาคกังวลโควิดระบาดหนักกว่าทำ
SET ช่วงเช้าปิดที่ระดับ 1,578.51 จุด เพิ่มขึ้น 0.02 จุด (+0.00%) มูลค่าการซื้อขายราว 30,708 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งกรอบแคบตามตลาดเอเชีย ไร้ปัจจัยบวก-ลบชัดเจน ขณะที่นักลงทุนยังกังวลโควิด-19 ระบาดหนักในเอเชียมากกว่าฝั่งยุโรป-สหรัฐส่งผลเศรษฐกิจเอเชียฟื้นช้ากว่า ทำให้เม็ดเงิน Fund Flow ไหลออกและยังมีแนวโน้มขายสุทธิต่อเนื่อง อีกทั้งมีปัจจัยเฟดลด QE เป็นตัวเร่ง มองช่วงบ่ายตลาดน่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,575-1,590 จุดต่อไป
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าวันนี้ที่ระดับ 1,578.51 จุด เพิ่มขึ้น 0.02 จุด (+0.00%) มูลค่าการซื้อขายราว 30,708 ล้านบาท
การซื้อขายหุ้นช่วงเช้าวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งแดนบวก-ลบ โดยทำระดับสูงสุด 1,582.46 จุด และระดับต่ำสุด 1,573.67 จุด
· อ้างอิงจากสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย
- ศบค.พบผู้ป่วยโควิด 6,166 คน เร่งหาเตียง รพ.รับผู้ป่วยหนัก
ศบค.พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 6,166 คน เสียชีวิต 50 คน เร่งเดินหน้าเพิ่มศักยภาพเตียงในโรงพยาบาล รองรับผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดง พร้อมเร่งจัดทำHome isolation และ Cumunity isolation เพิ่มอีก 20 แห่ง รองรับผู้ป่วยระดับสีเขียว
· อ้างอิงจากสำนักข่าว Thestandard.co
พาณิชย์เผยเงินเฟ้อ มิ.ย. 64 เพิ่มขึ้น 1.25% ผลจากราคาน้ำมัน-อาหารสด คาดทั้งปียังอยู่ในกรอบ 0.7-1.7% ด้านนักเศรษฐศาสตร์ชี้เงินเฟ้อที่ชะลอลงจากเดือนก่อนสะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอ
กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนมิถุนายน 2564 ปรับตัวสูงขึ้น 1.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ชะลอตัวลงจาก 2.44% ในเดือนก่อนหน้า เป็นผลจากการสูงขึ้นของสินค้าในกลุ่มพลังงานที่ขยายตัว 8.95% และการสูงขึ้นของอาหารสดบางประเภท โดยเฉพาะเนื้อสุกร ไข่ไก่ ผลไม้สด และน้ำมันพืช
ขณะที่มาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐ โดยเฉพาะการลดค่าไฟฟ้าและน้ำประปาและการลดลงของอาหารสดบางประเภท โดยเฉพาะข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว และผักสด เป็นปัจจัยทอนที่ส่งผลให้เงินเฟ้อในเดือนนี้ชะลอตัว สำหรับสินค้าในหมวดอื่นๆ ยังเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตและความต้องการในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีการระบาดของโควิด
ด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน (เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกแล้ว) ขยายตัวร้อยละ 0.52% จากปีก่อนหน้า และปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 0.49% ดัชนีราคาผู้บริโภคเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2564 สูงขึ้น 0.38% (MoM) เฉลี่ยไตรมาส 2/64 สูงขึ้น 2.36% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 0.74% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเฉลี่ย 6 เดือน (มกราคม- มิถุนายน) ปี 2564 สูงขึ้น 0.89% (AoA)
ที่มา: Kitco, CNBC