• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2568

    4 มีนาคม 2568 | Gold News


สรุปตัวเลขเศรษฐกิจ


  • Final Manufacturing PMI ออกมาเพิ่มขึ้น 52.7 คาดการณ์ 51.6 ครั้งก่อน 51.6
  • ISM Manufacturing PMI  ออกมาลดลง 50.3 คาดการณ์ 50.6 ครั้งก่อน 50.9
  • ISM Manufacturing Prices ออกมาเพิ่มขึ้น 62.4 คาดการณ์ 56.2 ครั้งก่อน 54.9


ข่าวเกี่ยวกับทองคำ


  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 50 ดอลลาร์ในวันจันทร์ โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ


  • ราคาทองคำตลาดโลก ปรับตัวขึ้น 14.38 เหรียญ หรือ 0.5% อยู่ที่ระดับ 2,887.52 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 52.60 เหรียญ หรือ 1.85% ปิดที่ 2,901.10 เหรียญ
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าขายออก 3.45 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 900.93 ตันภาพรวมเดือนมีนาคม ขายสุทธิ 3.45 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 28.41 ตัน


  • ดาเนียล พาวิโลนิส นักกลยุทธ์ด้านตลาดจากบริษัท RJO Futures คาดการณ์ว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มพุ่งขึ้นเหนือระดับ 3,000 ดอลลาร์ เนื่องจากการที่สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรกับแคนาดาและเม็กซิโกอาจจะส่งผลให้ทั้งสองประเทศคู่ค้าตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการใช้มาตรการแบบเดียวกัน นอกจากนี้ คาดว่าราคาทองคำจะยังคงได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ เดินหน้าซื้อทองคำ


  • "UBS ยืนยันการคาดการณ์ราคาทองคำ โดยคงเป้าหมายไว้ที่ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารยอมรับว่าราคาทองคำอาจทะยานสูงกว่านั้นได้อีก หากสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคเอื้ออำนวย นักวิเคราะห์ของ UBS กล่าวว่า 'ในกรณีที่มีความเสี่ยง ราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นไปถึง 3,100 ถึง 3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์'"


ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง


  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวลดลง -1.12 จุด หรือ -1.04% มาอยู่ที่ระดับ 106.44 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี  ปรับตัวลดลง -0.12 % มาอยู่ที่ระดับ 4.123% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -0.12 % มาอยู่ที่ระดับ 3.898% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.23%


  • นายอัลแบร์โต มูซาเล็ม ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่า แม้เขาจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงเติบโตในปีนี้ แต่ข้อมูลการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงรายงานจากภาคธุรกิจที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เขาเกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ


ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้นและเศรษฐกิจ


  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 600 จุดในวันจันทร์ ขณะที่ดัชนี S&P500 ดิ่งลงเป็นเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. 2567 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่ามาตรการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในอัตรา 25% จะมีผลบังคับใช้ตามกำหนดในวันอังคารที่ 4 มี.ค. นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความอ่อนแอของภาคการผลิตสหรัฐฯ


  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 43,191.24 จุด ลดลง 649.67 จุด หรือ -1.48%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,849.72 จุด ลดลง 104.78 จุด หรือ -1.76% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 18,350.19 จุด ลดลง 497.09 จุด หรือ -2.64%


  • นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนก.พ.ของสหรัฐฯ จากออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง (ADP) ในวันพุธ และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 156,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. หลังจากเพิ่มขึ้น 143,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.0% ในเดือนก.พ.


  • เดวิด โซโลมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Goldman Sachs Group Inc. กล่าวว่า แม้จะมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าโลก แต่โอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยนั้น 'น้อยมาก'


  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาต้องการแยกค่าใช้จ่ายของรัฐบาลออกจากรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ไม่ได้ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด พร้อมปัดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย


  • นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำ อาทิ Goldman Sachs, JPMorgan, Citigroup และ Morgan Stanley ต่างแนะนำให้นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมืออย่างรอบคอบ โดยการกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นคุณภาพ (Quality Stocks) หรือหุ้นมูลค่า (Value Stocks) ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และควรหลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่มักจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากการขึ้นภาษีนำเข้าและการปรับอัตราดอกเบี้ย


ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน


  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันจันทร์ หลังจากมีรายงานว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส จะเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนเม.ย.ตามแผนที่วางไว้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังวิตกกังวลว่ามาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก


  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 1.39 ดอลลาร์ หรือ 1.99% ปิดที่ 68.37 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 1.19 ดอลลาร์ หรือ 1.63% ปิดที่ 71.62 ดอลลาร์/บาร์เรล


  • กลุ่มโอเปกพลัส ซึ่งรวมถึงรัสเซียได้ประกาศในวันจันทร์ว่า ทางกลุ่มได้ตัดสินใจที่จะเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจ 2.2 ล้านบาร์เรล/วันตั้งแต่เดือนเม.ย.ตามแผนที่วางไว้ โดยระบุว่าปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มของตลาดน้ำมันยังคงแข็งแกร่ง


  • นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับปัจจัยลบจากข้อมูลภาคการผลิตที่อ่อนแอ โดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต ปรับตัวลงสู่ระดับ 50.3 ในเดือนก.พ. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 50.6 จากระดับ 50.9 ในเดือนม.ค. โดยดัชนีภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าของสหรัฐฯ


ข่าวเกี่ยวกับการเมือง


  • ปธน.ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในอัตรา 25% ตั้งแต่วันอังคารที่ 4 มี.ค.ตามกำหนด


  • โดยระบุว่าทั้งสองประเทศไม่มีช่องทางที่จะสามารถหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีได้อีก นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับทุกประเทศที่เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.นี้เป็นต้นไป


  • โดนัลด์ ทรัมป์  ประธานาธิบดีสหรัฐฯ  ลงนามในคำสั่งบริหารฉบับใหม่ เมื่อวานนี้ เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 20% จากเดิม 10% โดยอ้างว่ารัฐบาลจีนยังไม่ดำเนินการอย่างเพียงพอในการแก้ไขปัญหาการลักลอบขนส่งยาเสพติดสังเคราะห์ โดยเฉพาะเฟนทานิล เข้าสู่สหรัฐอเมริกา


  • ด้านจีนกำลังพิจารณาการใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 10 % 


  • โกลบอล ไทม์สรายงาน โดยอ้างแหล่งข่าวว่า การตอบโต้ของจีนมีแนวโน้มว่าจะครอบคลุมทั้งมาตรการภาษีศุลกากรและมาตรการอื่น ๆ ที่ไม่ใช้มาตรการทางภาษี พร้อมระบุว่า ราคาถั่วเหลืองของจีนที่พุ่งขึ้น 1.5% อันเนื่องมาจากความตึงเครียดด้านการค้าที่ทวีความรุนแรงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกถั่วเหลืองของสหรัฐฯ และทำให้อุปทานในตลาดตึงตัวมากขึ้น


  • ทางการสหรัฐฯ ตัดสินใจระงับความช่วยเหลือทางการทหารต่อยูเครนชั่วคราว หลังเกิดการถกเถียงกันอย่างรุนแรงระหว่างประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว


  • ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่ายังสามารถปรับความสัมพันธ์กับทรัมป์ได้ และตอนนี้พร้อมแล้วที่จะทำข้อตกลงเรื่องแร่ธาตุกับอเมริกา ขณะที่เหล่าพันธมิตรของทรัมป์ในวอชิงตันออกมากดดันหนักให้ผู้นำยูเครนลาออก


  • อิฮอร์ เทเรคอฟ นายกเทศมนตรีเมืองคาร์คิฟ เปิดเผยว่า โดรนรัสเซียลำหนึ่งโจมตีอาคารอพาร์ตเมนต์สูงหลายชั้นในเมืองคาร์คิฟ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของยูเครน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 7 ราย


  • จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา เตรียมเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งทรงอยู่ในฐานะประมุขแห่งรัฐของแคนาดา ในวันนี้ โดยประเด็นสำคัญที่สุดในการหารือครั้งนี้คือ การปกป้องอธิปไตยของแคนาดา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าอยากให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐอเมริกา


  • วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในการให้สัมภาษณ์กับ CBS News โดยระบุว่า กำแพงภาษีเป็นการกระทำที่เทียบเท่ากับการทำสงครามในระดับหนึ่งพร้อมย้ำว่า ในที่สุดแล้วผู้บริโภคต่างหากที่เป็นผู้แบกรับภาระภาษีนำเข้าเหล่านี้


ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท


  • นักบริหารการเงิน เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  34.06 บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  34.16 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.95-34.25 บาทต่อดอลลาร์ 


  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือน ก.พ.68 อยู่ที่ 48.9 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 48.5 ในเดือนม.ค.68 จากการเพิ่มขึ้นในเกือบทุกองค์ประกอบ โดยความเชื่อมั่นในภาคการผลิต ปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวดธุรกิจ นำโดยกลุ่มผลิตเหล็กที่ความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลดีของงานโครงการก่อสร้างภาครัฐที่เบิกจ่ายได้ต่อเนื่อง สอดคล้องกับกลุ่มผลิตอาหารที่ความเชื่อมั่นดีขึ้นในเกือบทุกองค์ประกอบ ตามการส่งออกทูน่ากระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง และเครื่องดื่ม ที่ขยายตัวได้ดี

 

 

ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทอง, ข่าวทอง , ทอง , ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com